![]() |
![]() |
||||||||
![]() |
![]() |
||||||||
![]() |
|||||||||
บทสัมภาษณ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา "ตอบโจทย์" สังคมไทยหลังวิกฤติ (6/8) |
|||||||||
GM: เราจะมีวันรู้ไหมว่าไอ้โม่งเป็นใคร
GM: ตอบได้ไอ้โม่งมาก
GM: บางคนบอกว่า กระบวนการแก้ปัญหาทั้งหมด อาจต้องการสิ่งที่เรียกว่า Truth & Reconciliation ตามแบบของเนลสัน แมนเดลา คุณคิดว่ากระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ไหม เราพูดถึงการปรองดองแต่มันคือสิ่งเดียวกันไหม
วันนี้เรายังไม่ได้ยินน้ำเสียงของการให้อภัย การไม่โกรธ การที่จะยอมรับความจริงในสังคมไทย ไม่ว่าจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ยินจากการอภิปราย (ไม่ไว้วางใจ) ในครั้งที่ผ่านมาจากทั้งสองฝ่าย เมื่อยังไม่มีน้ำเสียงที่แท้จริง ก็ยากที่จะเดินไปสู่การยอมรับความจริง เพราะคุณยังไม่ยอมรับความจริง เมื่อไม่ยอมรับความจริง คุณจะปรองดองได้ยังไง เหมือนผัวเมียทะเลาะกัน ต่างคนต่างก็โทษอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นคนผิด แต่จะให้กลับมาคืนดีกันได้มั้ยก็พออยู่ได้ แต่มันแกนๆ อารมณ์พวกนี้มันต้องผ่านไป แต่ผมไม่มีปัญญาจะเสนอว่าทำยังไงให้อารมณ์ความร้าวฉานนี้มันผ่านไป แล้วกลับมาคุยกันดีๆ
คุณไม่ต้องไปคิดทฤษฎีอะไรวิเศษวิโสหรอก ใช้สามัญสำนึกธรรมดา คนโกรธกัน วันหนึ่งถ้าเขารู้สึกดีต่อเรา เราจะรู้สึกดีต่อเขาเองทันที แต่คุณดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูสื่อทุกวันนี้คุณถามตัวเองง่ายๆ ก็ได้ว่า แต่ละฝ่ายบรรลุจุดนี้ต่อกันหรือยัง โดยความรู้สึกดีจริงๆ มันยังหรอก เรายังไม่เห็นบรรยากาศหรือความรู้สึกแบบนั้นเลย แล้วถามว่าจะเริ่มคุยกัน จะคุยกันยังไง ยังโกรธกันอยู่เลย GM: แปลว่าก่อนไปถึง Truth อาจต้องเอ่ย "ขอโทษ กันก่อน
แต่ถ้าขอโทษโดยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิด มันไม่มีประโยชน์ คำเหล่านี้ต้องเปล่งมาจากใจ ถึงจะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงความคิดคน แต่ถ้าเอ่ยมาจากปอด ออกมาจากปาก ออกมาขอโทษเฉยๆ เพื่อเป็นประเด็นทางการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ก็ไม่สามารถนำพาสังคมไปสู่จุดไหน เพราะลึก ๆ คุณไม่ได้เสียใจ เมื่อคุณไม่เสียใจ จะให้คุณกล่าวคำขอโทษ คุณก็ไม่รู้จะขอโทษไปทำไม เมื่อคุณไม่ขอโทษอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยกโทษให้คุณและก็ไม่ขอโทษคุณเหมือนกัน ก็อยู่ในภาวะเผชิญหน้า
ตอนนี้สังคมไทยเหมือนผัวเมียโกรธกัน คือมันจำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน เพราะมันยังอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ผัวเมียนี่โกรธกันมาก ๆ จนไม่อยากจะมองหน้ากัน แล้วต่างฝ่ายก็บอกว่ามึงเริ่มก่อน ที่ผ่านมานังเมียมันจะยอมแต่คราวนี้นังเมียมันไม่ยอม (หัวเราะ) แล้วคุณจะกดหัวมันไปได้อีกนานแค่ไหน GM: ถ้าอย่างนั้น ที่คนชั้นกลางออกมาเฉลิมฉลองว่าจบแล้ว กลับมาเหมือนเดิมแล้ว จริง ๆ แล้วยังไม่จบใช่ไหม แล้วบททดสอบที่รอเราอยู่ข้างหน้าในอนาคตอันใกล้นี้คืออะไร ถ้าเราไม่ได้รู้สึกเสียใจจริงๆ หรือไม่ได้อยากคืนดีกันจริง ๆ แปลว่าเรายังไม่ผ่านบททดสอบครั้งนี้ แล้วบททดสอบใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า เราจะผ่านไปได้อย่างไร
ฉะนั้นเรามั่นใจได้อย่างไรว่า การปะทุของความคับแค้นในรอบหน้ามันจะเบาบางลง ความซับซ้อนมากขึ้น คนบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น คนเสียชีวิตมากขึ้น ความสุ่มเสี่ยงและเดิมพันมันสูงขึ้นทางการเมือง เพราะฉะนั้นการออกมารอบหน้าถ้าจะมี เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เราจะเอาอะไรมามั่นใจว่ามันจะเบาลง หรือเราเอาอะไรมามั่นใจว่ามันจบ ผมไม่คิดว่ามันจะจบ GM: มีคนบอกว่า สันติวิธีตายไปแล้วสำหรับสังคมไทย
ในภาวะที่ยากลำบากขนาดนี้ ทุกฝ่ายท้อแท้ไม่ได้ นักสันติวิธีท้อแท้ไม่ได้ สื่อมวลชนท้อแท้ไม่ได้ นักวิชาการก็ท้อแท้ไม่ได้ แม้จะโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักด้วยกันทุกฝ่าย แต่เราก็ต้องพยายามผลิตปัญญาเพื่อช่วยชี้ทางออกให้กับสังคม
ในทางกลับกัน รัฐบาลเองก็ท้อแท้ไม่ได้ ต้องพยายามหาวิธีก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ไปให้ได้ รัฐบาลนี้ทำไม่ได้รัฐบาลหน้าก็ต้องทำ รัฐบาลต้องหมั่นพิจารณาตัวเอง ว่าความผิดพลาดอยู่ตรงไหน การโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาอะไรขึ้นมา สุดท้ายกลุ่ม นปช. ก็ท้อแท้ไม่ได้ ต้องกลับไปทบทวนว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดผิดพลาดตรงไหน ทำไมมันไม่ได้นำไปสู่ผลที่ตัวเองต้องการ ถึงที่สุดก็คือ สังคมไทยท้อแท้ไม่ได้ ต้องมานั่งขบคิดกันว่าเราทั้งสังคมทำอะไรผิดพลาดไป ถึงได้นำพาสังคมเดินมาถึงจุดนี้ จุดที่ไม่มีใครต้องการสักคน
ผมไม่เชื่อว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการให้สังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้ แต่ทำไมเรานำพาสังคมกระโดดลงไปในหุบเหว เราเดินไปถึงขอบผา ทำไมเราไม่หยุดแล้วหันหลังกลับ หรือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาลัดเลาะหน้าผาไป อะไรทำให้เราตัดสินใจกระโจนลงไปแล้วคิดว่ามันจะมีปาฏิหาริย์คือมีตำนานในหลายชาติหลายภาษาที่บอกว่าถ้ากระโดดหน้าผาแล้วรอดชีวิตกลับมาได้ พรที่ขอก็จะเป็นจริง เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ แต่ถึงวันนี้ เราน่าจะพบแล้วว่าปาฏิหาริย์นั้นเป็นเพียงตำนานปรัมปราที่ไม่อาจจะจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนได้ในปัจจุบัน GM: มีคนพูดคำว่า Failed State กันมาก บางคนบอกว่าถ้าแย่ธรรมดา เราอาจเป็นเหมือนฟิลิปปินส์ ถ้าเลวร้ายมากก็ถึงขั้นพม่า คุณคิดอย่างไร
GM: ยังไม่ถึงประชาชนกับประชาชนลุกขึ้นมารบรากันเอง?
แต่ถ้าเรายังใช้สื่อมวลชน ใช้การปลุกปั่น ใช้การให้ท้ายแต่ละกลุ่ม เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองกำจัดฝ่ายตรงข้าม ในที่สุดเมื่อวันหนึ่งที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมา แล้วเกลียดกันอย่างรุนแรงในสังคม วันนั้นมันก็ต้องฆ่ากัน แต่สังคมไทยยังเดินไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีอำนาจรัฐ คนที่กุมการนำในแต่ละสีจึงต้องพึงสังวรเรื่องนี้ไว้ให้มากๆ เพราะถ้าประชาชนฆ่ากันตายกลางเมือง แม้ว่าคุณอาจจะชนะ คุณอาจจะรอด แต่ไม่มีทางที่สังคมจะไปรอด GM: มีคนบอกเสมอๆ ว่า สังคมไทยต้องก้าวข้ามทักษิณ แต่นอกจากทักษิณแล้ว มีอะไรอย่างอื่นที่เราควรต้องก้าวข้ามด้วยไหม
GM: มีการต่อสู้อีกแบบหนึ่งที่เราเห็นบ่อย ๆ คือการต่อสู้แบบนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือ ภายใต้การอ้างเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คุณคิดอย่างไร
ผมอ่านหนังสือเล่มล่าสุดของคุณรุ่งมณิ เมฆโสภณ ชื่อ "ประชาธิปไตยเปื้อนเลือด กรณีที่น่าสนใจมากก็คือหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พลตรีจำลอง ศรีเมือง และ พลเอกสุจินดา คราประยูร เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวก็มีรับสั่งตามที่ได้รับทราบกันทั้งประเทศ ในที่สุดก็เลิกแล้วต่อกันไป คุณจำลองถูกปล่อยออกจากคุก แต่ตอนนั้นคุณสุจินดายังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคำให้สัมภาษณ์ของพลเอกสุจินดา พลเอกสุจินดาเล่าว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เดินไปบอกพลเอกสุจินดาว่า ท่านนายกฯ คนเขาพูดกันมากว่า การที่พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งเช่นนี้ แล้วท่านนายกฯ ยังอยู่ในตำแหน่งต่อ แสดงว่าพระเจ้าอยู่หัวเข้าข้างท่านนายกฯ พลเอกสุจินดาได้ฟังแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้น โดยให้เหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีมีได้หลายคนแต่พระเจ้าอยู่หัวมีได้พระองค์เดียว
การที่นายกรัฐมนตรียังอยู่ในตำแหน่งแล้วทำให้คนเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นกลางทางการเมืองนั้น เป็นการทำลายสถาบันกษัตริย์ นายกรัฐมนตรีทำได้อย่างเดียวคือต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ ผมคิดว่านี่เป็นคุณูปการของพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะทำให้สถาบันกษัตริย์สามารถดำรงความเป็นกลางทางการเมืองได้โดยไม่ถูกตั้งคำถาม GM: ช่วงที่ผ่านมา มีคนพูดคำว่าไพร่กันมาก คุณคิดอย่างไรกับการหยิบคำว่าไพร่ขึ้นมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
ในขณะที่ราชบัณฑิตหรือบางส่วนอาจจะยังมะงุมมะงาหรา มานั่งนิยามกันว่าไพร่คืออะไร แล้วไปลากนิยามสมัยอยุธยามาอธิบาย แต่คนที่ต่อสู้ทางการเมืองเขาไม่ได้สนนิยามของคุณหรอกเพราะนิยามคำว่าไพร่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่แล้ว เป็นนิยามที่แหลมคมมาก ไพร่วันนี้ไม่ใช่ไพร่อยุธยา ไม่ใช่ไพร่รัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นไพร่ราชประสงค์ คำคำเดียวสามารถจับหัวใจของการต่อสู้ครั้งนี้ได้ พอพูดเรื่องไพร่เสร็จก็เลยนำไปสู่สองมาตรฐาน มีไพร่กับอำมาตย์ก็นำไปสู่การโค่นล้มอำมาตย์ คือสามสี่คำนี้สามารถกำหนดนิยามการต่อสู้ได้แม่นยำมาก ถูกผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่แหลมคม |
|||||||||
ขอเชิญชม ศาลา และสัมผัสกับของจริงๆ ได้ที่ โชว์รูมของเรา กรุณาโทรศัพท์เข้ามาก่อน เพื่อทำการนัดหมายก่อนนะคะ ที่ 02-412-4225, 418-3917 หรือ 418-3860 |
|||||||||
![]() |
|||||||||
| Our
Products | Highlights | FAQs
| Contact Us | Tips
For Your Sala | About Us
|
|||||||||