![]() |
![]() |
||||||||
![]() |
![]() |
||||||||
![]() |
|||||||||
บทสัมภาษณ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา "ตอบโจทย์" สังคมไทยหลังวิกฤติ |
|||||||||
![]()
น้ำชากรุ่นควัน กลิ่นหอมกำจาย เมื่อผู้ชายคนนี้รินสายน้ำสีสวยลงในถ้วยเล็ก แล้วหยิบยื่นให้แขก ความหอมซ่านไปทั่วห้อง มากพอ ๆ กับอารมณ์ขัน เสน่ห์และความคมคายในคำพูดของตัวเขา ในช่วงร้อนร้ายของบ้านเมืองที่ผ่านมา ดูเหมือนหลายคนจะผิดหวังกับ "สื่อ" โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ แต่ยังมีรายการโทรทัศน์แนวสนทนาปัญหาบ้านเมืองอยู่อีกหนึ่งรายการที่หลายคนเฝ้ารอ รายการที่ว่าก็คือรายการ "ตอบโจทย์" ทางช่องทีวีไทย (จันทร์ อังคาร พฤหัสบดีและศุกร์ สี่ทุ่มครึ่ง โดยประมาณ) เหตุผลของการรอคอยมีหลากหลาย แต่อย่างหนึ่งที่ยากปฏิเสธ ก็คือบุคลิกชัดถ้อย ชัดคำและคำถามคมคายที่ตรงไปตรงมาของพิธีกร แม้จริงจัง แต่ยังแฝงอารมณ์ขันอยู่ลึก ๆ พิธีกรคนนั้นคือผู้ชายที่กำลังรินน้ำชาให้แขกอยู่ตรงหน้านี้เอง - ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้อ่าน GM ที่ติดตามกันมานาน คงจำได้ว่า ผู้ชายคนนี้นอกจากเคยเป็นคอลัมนิสต์ใน GM เมื่อเกือบสิบปีก่อนแล้ว เขายังเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสาร Open และสำนักพิมพ์ Open Books ซึ่งผลิตงานเชิงวิพากษ์สังคมอย่างหลากหลายและแข็งแรง ยืนหยัดอยู่ได้ในท่ามกลางกระแสเชี่ยวของการต่อสู้ในตลาดหนังสือ ทั้งยังเป็นนักเขียนฝีมือดี ที่มีงานเขียนติดตรึงอยู่ในความทรงจำของนักอ่านจำนวนมาก อาทิเช่น "คุรุ ผีเสื้อ และลมตะวันตก" "สามสิบวัน" "fool stop" หรือเล่มล่าสุดอย่าง "กรรมสุตรา"
การผันตัวเองมาเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์จึงเป็นความตั้งมั่นไม่ธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อโชคชะตาของบ้านเมืองผลักเราเข้าสู่มุมอับ การพยายาม "ตอบโจทย์" ด้วยการเชื้อเชิญแขกหลากหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน แดง เหลือง ขาว หลากสี ฯลฯ มาปะทะสังสรรค์กันโดยมี "คนกลาง ที่มองทะลุ และ "คุมเกม อยู่ จึงทำให้รายการ "ตอบโจทย์ โดดเด่น
วันนี้ GM จึงมานั่งจิบชาอยู่กับภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ด้วยตระหนักว่า ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ชายคนนี้ได้สัมภาษณ์คนมาแล้วมากมาย หลากมุมมอง จึงได้ปะทะสังสรรค์อยู่ต่อหน้าเขา แล้วสิ่งเหล่านั้นได้ช่วยต่อยอดให้เขามองสังคมไทยในมุมอับนี้อย่างไรบ้าง
ชาที่ภิญโญชงให้แขก เป็นชาที่มีชื่อว่า "หอมหมื่นลี้ ความหมายของมันก็คือการกำจายกลิ่นหอมไปแสนไกล เหมือนที่เขาเปลี่ยนตัวเองจากนั่งอยู่หลังคีย์บอร์ดในฐานะนักเขียนก้าวสู่แสงไฟในจอโทรทัศน์ที่มีผู้ชมนับล้าน เพื่อจะได้สื่อถึงสิ่งที่เขาเห็นว่าควร เพื่อจะได้ร่วมกัน "เตือน สังคมไทย ว่าอย่าก้าวเดินซ้ำรอยลงไปในหุบเหวของประวัติศาสตร์อีก
แต่คำถามที่แฝงเร้นอยู่ในโจทย์อันแสนยากนี้ก็คือ-ด้วยวิธีไหนเล่า?
GM ชวนคุณมามอง "โจทย์ นี้ด้วยกัน ยังไม่ต้องตอบ เพียงพลิกดูมันจากทุกมุมเท่าที่หน้ากระดาษจะอำนวย แม้ยังตอบไม่ได้ และบางคนอาจบอกว่าคำตอบอยู่ในสายลม แต่โปรดอย่าลืมว่า-ความหอมของกลิ่นชาจะเดินทางไปได้ไกลเพียงใดก็ต้องอาศัยสายลมด้วยเช่นกัน เราอาจยังหาคำตอบไม่ได้ในวันนี้ แต่การมองดู "โจทย์ ให้ทะลุลึกซึ้ง ก็อาจนำพาเราไปสู่คำตอบได้ในอนาคต และบทสนทนาต่อไปนี้ คือส่วนหนึ่งของการพยายามตีโจทย์เพื่อร่วมกันหาคำตอบที่ว่านั้น GM: ช่วงหลังมานี้ คนรู้จักคุณในฐานะพิธีกรรายการโทรทัศน์มากกว่านักเขียนไปแล้ว คิดอย่างไรกับสถานภาพใหม่นี้ มีเสน่ห์กว่าทำหนังสือไหม
ยกตัวอย่างง่าย ๆ การเดินของคนทำหนังสือกับการเดินของคนทำโทรทัศน์ไม่เหมือนกัน คนที่อยู่ในสถานีโทรทัศน์จะเดินกันเร็วมาก แล้วไม่รู้เป็นบ้าอะไรจะเดินกันอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถนิ่ง ๆ เหมือนคนทำหนังสือได้ เดินกันตั้งแต่นักข่าว ผู้ประกาศ ต้องเดินเร็ว ๆ ด้วยเขาไม่รู้ตัวหรอก เพราะเดินกันเป็นปกติ ในขณะที่ผมเป็นคนทำหนังสือก็จะรู้สึกว่าทำไมต้องเดินกันเร็วขนาดนั้นด้วย ถ้าจะรีบออกไปออกอากาศก็เดินช้า ๆ ไปรอที่หน้าห้องส่งก็ได้ จะได้ไม่ต้องกระหืดกระหอบ
ในขณะที่คนทำหนังสือจะเดินช้ากว่า มีเวลาจิบน้ำชากันเหมือนที่เราจิบอยู่ขณะนี้ ความเชื่องช้าทำให้เรามีเวลาคิดมากกว่า ก็จะสะท้อนออกมาเป็นงานที่ลึกกว่า ส่วนทีวีข้อดีคืองานจะเร็ว แรงและมีผลกระทบในวงกว้าง ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นคนประเภทไหน เราชอบงานลักษณะแบบไหน มันมีข้อดีข้อด้อยต่างกันไป
ผมไม่ได้รู้สึกชอบธรรมชาติของโทรทัศน์เท่าไหร่ ก็พอทำได้ โดยเอาส่วนผสมของคนทำหนังสือ คือความช้าและความลึกเข้าไปผสม เพื่อให้งานที่ทำมันละเอียดขึ้น แต่ก็ทำเท่าที่เงื่อนไขจะอำนวยให้ทำ ก็เท่านั้นเอง ชีวิตส่วนตัวก็ไม่ค่อยได้เปลี่ยนเท่าไหร่ เพราะผมไปทำงานตอนเย็น สวนทางกับชาวบ้านเขา กว่าจะเสร็จงานเขาก็กลับบ้านกันหมดแล้ว ผมจึงไม่ค่อยได้ปะทะกับสังคมและผู้คนเท่าใดนัก จึงไม่ค่อยรู้สึกว่าสถานภาพของตัวเองเปลี่ยนไปยังไง เพียงแต่ว่าเวลาที่จะได้พบปะน้องนุ่งเพื่อนฝูงก็น้อยลงไปบ้างตามเหตุและปัจจัย
GM: คุณพูดถึงชีวิตที่เนิบช้าบ่อย ๆ เหมือนชื่อหนังสือ "เร็วไม่ว่าแต่ช้าให้เป็น อะไรทำนองนั้น การทำโทรทัศน์ขัดแย้งกับตัวเองไหม เพราะโทรทัศน์ต้องเร็ว
GM: การทำโทรทัศน์คุณต้องปรับตัวอย่างไรไหมจากการเป็นนักเขียนที่ค่อย ๆ คิดประเด็นไปได้ แต่อาจต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากขึ้น
GM: ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา แม้แต่พิธีกรใหญ่ ๆ ในช่องใหญ่ ๆ ก็ดูเหมือนไม่ค่อยกล้าหาญหรือแหลมคมอะไรมาก แต่คุณกับรายการตอบโจทย์กลับดูกล้า แหลมคม มีการเชิญแขกฝั่งนั้นฝั่งนี้เข้ามา ตัวคุณมีส่วนในการตัดสินใจเลือกแขกมากน้อยแค่ไหน หรือเลือกไปแล้วมีแรงเสียดทานตามมาอย่างไร
บางทีมันไม่ได้แขกตามที่เราต้องการ เนื่องจากว่าประชุมข่าวเสร็จก็สองโมงกว่า กว่าจะตามแขกเพื่อมาออกรายการได้ก็สามโมง แขกบางคนก็ไม่ว่าง บางครั้งเราจึงไม่ได้แขกที่ดีที่สุดที่เราอยากได้ แต่ได้คนที่เขาพร้อมและพอจะมาได้ รายการโทรทัศน์ในเมืองไทยนี่มันเป็นเรื่องแปลก คือคนที่เราอยากให้ออกก็มักมีเหตุไม่ได้ออก หรือบางทีเขาก็ไม่อยากออก ไม่ใช่ทุกคนจะอยากออกทีวี แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่พร้อมจะออกรายการโทรทัศน์ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา นี่คือเหตุผลที่ทำไมคนบางคนออกรายการโทรทัศน์ซ้ำๆ เพราะมันเป็นข้อจำกัดเรื่องเวลา ว่าเราจะตามใครตอนสี่โมงเพื่อให้มาออกสามทุ่ม เพราะฉะนั้นคนที่มาออกรายการโทรทัศน์ เขาก็เสียสละเหมือนกันที่จะมารับความเสี่ยงในการมาพูดเรื่องสดๆ ในวันนั้นเลยโดยมีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก แถมบางทียังต้องมาเจอกับคู่กรณี บางทีก็น่าเห็นใจและต้องขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ทีนี้ที่เราทำได้มากกว่าช่องอื่นก็เพราะเราเป็นทีวีสาธารณะที่ไม่มีการแทรกแซงโดยทุน ไม่มีการแทรกแซงโดยรัฐ ไม่ต้องไปห่วงว่าใครจะถอนโฆษณาหรือเปล่า พอไม่มีตรงนี้ เราก็ทำเต็มที่ของเรา อันนี้ต้องให้เครดิตทีวีไทย ในขณะอีกส่วนหนึ่ง โดยส่วนตัวถ้าผมเป็นพิธีกรอาชีพจริง ๆ ผมว่าลึก ๆ ผมคงมีความกลัวว่า ถ้าทำอะไรแหลมคมเกินไปมันอาจจะเสี่ยงต่อการตกงาน ต่อการถูกดองได้ เรื่องศักดิ์เรื่องศรี เรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพมันก็คงอยากมีกันทุกคน แต่กลไกในการปกป้องและเปิดโอกาสให้คนทำงานได้แสดงความเป็นมืออาชีพมันต้องมีด้วย ไม่ใช่ว่าให้เขารับความเสี่ยงอยู่คนเดียว อย่างนี้ใครมันจะไปกล้า ที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ เพราะผมไม่ได้คิดว่าผมจะอยู่กับอาชีพโทรทัศน์ไปตลอดชีวิต ผมแค่ทำหน้าที่ ทำเต็มที่ แน่นอนความเสี่ยงมันมี แต่ผมพร้อมรับความเสี่ยงนั้นเพราะผมเป็นคนทำหนังสือ ถึงที่สุดผมก็จะกลับไปนั่งเขียนหนังสือ GM: เราจึงได้เห็นบางคนที่ไม่ค่อยได้เห็นในช่องอื่นมาออกในรายการของคุณ เช่น คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหรือคนที่เป็นเสื้อแดง?
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทำมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก การเอาทุกฝ่ายมานั่งคุยกันเพื่อให้เขามีสิทธิได้พูด ซึ่งเป็นสิทธิที่เขาพึงมีพึงได้อยู่แล้ว แต่พอผมทำกลับกลายเป็นเรื่องแปลก แสดงว่ามีบางอย่างผิดเพี้ยนไปในสังคมใช่ไหม สิ่งที่เราทำเลยกลายเป็นของแปลกขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นเรื่องธรรมดาของอาชีพสื่อ หลายครั้งผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมต้องตกอกตกใจ หรือคิดอะไรกันนักกันหนากับเรื่องธรรมดาเหล่านี้ หลายคนถึงขนาดมาบอกผมว่าต้องใช้ความระมัดระวังให้มากในการเชิญคนมาออกรายการ พยายามจะยกเหตุผลร้อยแปดมาอธิบายความผิดปกติเหล่านี้ โดยไม่เคยมองย้อนกลับไปที่หลักการสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจของวิชาชีพคุณเลย GM: แสดงว่ามีอะไรผิดปกติกับสังคมไทย
GM: เมื่อคนเหล่านี้มาออกรายการผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้างจากทั้งสองฝ่าย
มีอยู่อาทิตย์หนึ่ง ผมเชิญนักวิชาการสองคน วันจันทร์เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงเป็นสองฝ่าย แต่พอดีนักวิชาการเสื้อเหลืองไม่ได้ตอบอะไรที่เป็นเหลืองไปหมด มีอะไรที่เขาไม่ได้เห็นด้วยกับเสื้อเหลืองบ้าง คนก็คอมเม้นต์ว่า เอาแต่เสื้อแดงมาออก โดยลืมไปว่านักวิชาการคนนี้ขึ้นเวทีพันธมิตร พอวันต่อมา เชิญคุณจาตุรนต์ (ฉายแสง) มาออก ก็บอกว่าเห็นมั้ย เสื้อแดงอีกแล้ว โดยลืมไปว่าวันถัดมาคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ก็มาออก คือคุณไม่ได้ดูรายการตลอดทั้งสัปดาห์ คุณไม่ได้ดูภาพใหญ่ของรายการ คุณจับบางจุดที่ไม่ถูกใจมาคอมเม้นต์ บางครั้งผมถึงถามคนดู ให้เดาว่าวันนี้รายการเราสีอะไร เพราะเราเอาคนเสื้อหลากสีมาออก หลังจากออกมาครบทุกสีแล้วในสัปดาห์นั้น GM: คุณคิดว่าลักษณะแบบนี้สะท้อนอะไร คล้ายกับเราด่วนตัดสินใจหรือพิพากษาว่า นี่คือเหลืองนี่คือแดง แม้แต่ตัวคุณก็มีฟอร์เวิร์ดเมลบอกว่าคุณเป็นหนึ่งใน 75 นักเขียนเสื้อเหลือง
เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะด่า กรุณาไปศึกษาประวัติศาสตร์ก่อน ด่าแล้วมันเขินน่ะ คนในวงการเขาจะขำคุณ หรือเอาเราไปใส่เป็นนักเขียนเสื้อเหลือง ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเสื้อเหลืองทุกเรื่อง แล้วก็ไม่เคยไปเคลื่อนไหวเรียกร้องอะไรกับเสื้อเหลือง แต่ก็แปลก ถ้าคุณอยากให้ผมเป็นเหลือง ผมก็กลายเป็นเหลืองอย่างนั้นหรือ หรือว่าวันหนึ่งถ้าคุณบอกว่าผมเป็นแดง ผมก็กลายเป็นแดง จริง ๆ ผมก็เป็นของผมอย่างนี้ รายการเราก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออกเราก็ยืนอยู่ตรงนี้ อย่างที่ศรีบูรพาว่าไว้เราไม่ได้เปลี่ยน เพียงแต่คุณต้องกลับไปถามหัวใจคุณดู ว่าวันนี้คุณดูรายการนี้ด้วยหัวใจสีอะไร ใจคุณเป็นอย่างไร คุณก็จะเห็นแบบนั้น
GM: ที่บอกว่า อยู่ตรงนี้ อยู่ที่เดิม คืออยู่ตรงไหน
GM: แต่คุณพูดแบบนี้ไม่ฟันธง คนที่อยู่ข้างใดข้างหนึ่งมักสับสนว่าตกลงคุณเป็นอะไรกันแน่ คุณคิดอย่างไรกับการที่สังคมมีลักษณะเป็นทวิลักษณ์แบบนี้ ต้องแบ่งให้ได้ว่าใครเป็นใคร เมื่อตัวคุณไม่ได้ไปข้างใดข้างหนึ่ง คุณมีปัญหาบ้างไหม
เช่นเดียวกัน ถ้าเพื่อไทยเกิดมีอำนาจขึ้นมา คุณจะทำให้พวกที่เป็นเสื้อเหลือง หรือพวกที่เขาไม่เอาคุณหายไปจากสังคมยังไง มันหายไปไม่ได้เพราะพันธมิตรก็มีหลายล้านคนทั่วประเทศ ทีนี้พอหายไปไม่ได้จะทำยังไง ก็มีวิธีเดียวคือคุณต้องหากติกาที่จะอยู่ร่วมกัน หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องฆ่ากันตายให้หมด แต่คำถามคือ ในประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีใครฆ่ากันได้เยอะขนาดนั้นไหมล่ะ
สังคมไทยจึงต้องเรียนรู้ที่จะอดทนอยู่กับความคิดเห็นที่แตกต่าง อยู่กับคนที่เราไม่ชอบหน้า ซึ่งมันเป็นเรื่องยาก ทุกวันนี้สังคมไทยทนไม่ได้กับเรื่องพวกนี้ไม่ต้องพูดถึงการทนอยู่ แค่ทนฟังคนที่เห็นแตกต่างก็ยังทนฟังไม่ได้ แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร
ผมเห็นคนหลายคนที่ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระ ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง แต่เวลามีฝ่ายตรงข้ามออกรายการโทรทัศน์หรือออกสื่อ ก็สามารถด่าคนเหล่านี้ได้อย่างสาดเสียเทเสีย ด่าว่าเป็นเหี้ยห่าสารพัดสัตว์ เสร็จแล้วก็กลับไปนั่งสวดมนต์ต่อ บางทีก็ถึงขั้นอยากให้ตายไปเลยก็มี อยากฆ่าให้หมดไปจากสังคม คำถามคือ การสวดมนต์ของเรา การปฏิบัติธรรมของเราไม่ได้ช่วยให้เราเกิดความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย มากขึ้นเลยหรือ ปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ ฉายภาพความอ่อนแอของสังคมไทยออกมาอย่างชัดเจน เป็นความอ่อนแอที่เราเองก็ไม่อยากจะยอมรับมัน GM: แล้วในระดับความสัมพันธ์ส่วนตัว คุณคงมีเพื่อนที่เป็นทั้งเหลืองและแดงอยู่แล้ว คุณดูแลจัดการอย่างไร มีใครเลิกคบคุณบ้างไหม
แต่ก็มีคนรู้จักญาติสนิทมิตรสหายบางส่วนที่อาจไม่ได้อยู่ด้วยเหตุผลอย่างเดียว อาจมีอารมณ์เจือปนอยู่มาก บางทีเราก็ต้องอดทน หรือเริ่มตั้งคำถามกลับไปเพื่อให้เขาได้คิดบ้าง เช่น แท็กซี่เสื้อแดงจะด่ารัฐบาลสาดเสียเทเสีย ผมก็จะเริ่มตั้งคำถามกลับไปว่า โหย...นี่ถ้าเอาพี่ทักษิณกลับมาคงดีนะ ก็จะเริ่มชวนเขาคุย แต่เอ๊ะ! ถ้าทักษิณกลับมาก็ไม่เห็นพวกพี่ได้เป็นรัฐมนตรีเสียที เห็นแต่ลูกน้องพี่ทักษิณเขาได้เป็นกันหมด ตกลงไอ้พวกพี่ที่สู้ ๆ อยู่นี่เคยได้ดิบได้ดีกับเขามั้ย เวลาตายเห็นพวกพี่ตายก่อนทุกที เขาก็จะเริ่มขำ เออ...จริง ๆ ตกลงมันหลอกเรานี่พี่ (หัวเราะ) มันก็จะเริ่มขำและคุยเรื่องอื่น ๆ กันต่อไปได้ แม้ว่าเขาจะยังเชียร์คุณทักษิณอยู่เหมือนเดิม
ผมคิดว่า คนจะขำได้มันต้องเข้าใจความจริงของชีวิตในภาพใหญ่ เข้าใจความไม่มีแก่นสารของชีวิต ทุกเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องไปยึดติดและเอามาล้อเลียนได้ ที่สำคัญ อารมณ์ขันมันต้องมาพร้อมกับเมตตา เมื่อขำแล้วคนเราจะผ่อนคลายและเริ่มได้สติ ทีนี้เราก็เริ่มยั่วยวน ท้าทายให้เขาคิด เมื่อคิดช้า ๆ ความโกรธมันจะลดลง ก็จะเริ่มขำว่าเออ...จริงว่ะ พวกมึงรวมหัวกันหลอกกูนี่หว่า พวกผู้นำทั้งหลายกำลังหลอกประชาชน คือใช้พวกเราเป็นเครื่องมือใช่มั้ย แล้วเราก็โกรธกันฉิบหายเลย แต่ในที่สุดพอหลังการอภิปรายในสภาคุณก็จับมือกันเป็นเรื่องปกติ แต่พวกเรามันดันไม่ปกติ พวกเขาน่ะรู้ว่าพวกเขาเล่นอะไรกันอยู่ แต่ดันเป็นพวกเราประชาชนที่ไม่รู้ สื่อมวลชนก็เอากับเขาด้วย GM: แต่พูดอย่างนี้ บางคนบอกว่าเป็นการโยนบาปให้นักการเมืองถ่ายเดียว และดูถูกคนทั่วไปว่าเราไม่มีอำนาจที่แท้จริง อำนาจอยู่ในมือของนักการเมืองอย่างเดียว
GM: อาจารย์เกษียร (เตชะพีระ) พูดเรื่องการตื่นตัวทางการเมืองเฉียบพลันของคนที่ไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อน คุณว่ามีคนแบบนี้เยอะไหมในสังคมไทย
ทั้งหมดนี้ บางทีเกิดจากผู้นำทางความคิดบางคน ที่ปราศรัยเก่ง โน้มน้าวเก่ง พอมาพูดให้คนกลุ่มนี้ฟัง ด้วยตรรกะแบบเอียง ๆ ให้ข้อเท็จจริงไม่ครบ ทีนี้พอไม่มีฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์แต่นึกว่าตัวเองมี ไม่ได้ตามการเมืองมาตลอด แต่นึกว่าตัวเองรู้ดี จึงเกิดอาการอย่างที่เห็น GM: ดูเหมือนตอนนี้คนชั้นกลางกลายเป็นจำเลยในข้อหาว่า ไม่ใส่ใจการเมือง เช่นมีงานวิจัยระบุว่าคนกรุงเทพฯ Inactive ทางการเมืองมากที่สุด แต่มีระดับเศรษฐกิจดีที่สุดกลับกันกับมุกดาหารที่ Active ที่สุด แต่ระดับเศรษฐกิจต่ำสุด ทั้งที่เมื่อพฤษภาคมปี 2535 คนชั้นกลางดูเหมือนเป็นฮีโร่ แต่มาถึงปีนี้กลายเป็นจำเลย
ในเมื่อการเมืองไม่ได้มีส่วนในการชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็ไม่มีความจำเป็นที่คนชั้นกลางจะต้องสะเออะไปยุ่งกับการเมือง ที่อยู่มาได้นี่คุณไม่ได้เอื้อประโยชน์อะไรให้ผมเลย ผมก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคุณไง คนชั้นกลางก็เลยไม่ต้องไปยุ่งกับการเมือง เราดำเนินชีวิตปกติของเรา จัดการชีวิต มีความก้าวหน้าทางวิชาชีพการงานโดยที่การเมืองไม่มีส่วนกับเรา ไม่ไปเลือกตั้งกับไปเลือกตั้งก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในชีวิตใดๆ โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าคุณทักษิณหรือคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ถามว่าชีวิตพวกเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือ เราก็ยังคงเหมือนเดิม คือเลวร้ายเหมือน (หัวเราะ) นี่คือเหตุผลที่เราไม่ Active ทางการเมือง
แต่ในขณะที่คนต่างจังหวัดจำเป็นต้องพึ่งพาการเมืองค่อนข้างสูง นโยบายที่คุณทักษิณใช้ เอื้อประโยชน์กับเขาโดยตรง กองทุนหมู่บ้าน สามสิบบาทรักษาทุกโรค ประชานิยมทั้งหลายไปเปลี่ยนชีวิตเขา เขาก็มีโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น หัวคะแนนเอย ส.ส. เอย ให้คุณให้โทษกับเขาได้สูงมาก นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเขาต้อง Active เพราะผลประโยชน์เขาอยู่ตรงนั้นด้วย แต่ของเราไม่เกี่ยวเลย คุณกับผมไม่เคยเจอ ส.ส. ของเราเลย แม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต แล้วถามว่าเราดำเนินชีวิตอยู่ได้ยังไงตั้งแต่ปี 35 ถึงปัจจุบันโดยปกติ ก็กูไม่ต้องยุ่งกับมึงไง คิดด้วย Common Sense ธรรมดา เพราะฉะนั้นคนชั้นกลางอยู่โดยปกติได้โดยไม่ต้องมีพวกคุณ
แต่ในอีกทางหนึ่ง คนเสื้อแดงเข้ามาไม่ได้รบกวนทางการเมืองเราเท่ากับรบกวนทางเศรษฐกิจ เราเริ่มเดือดร้อนปิดห้างของเรา ปิดถนนของเรา ก่อกวนความสงบในกรุงเทพมหานครของเรา คุณสร้างความเดือดร้อนให้เราแล้ว การเมืองเริ่มเข้ามายุ่งกับเรา แต่ไม่ใช่การเมืองปกติ เป็นการเมืองบนท้องถนนคนชั้นกลางก็เลยต้องตอบโต้ เพราะเราสูญเสียความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามในกรุงเทพมหานครของเราไป คุณกลายเป็นศัตรูของเรา ไม่ใช่รัฐบาลแต่รัฐบาลทำอะไรกับเรา เราไม่เคยรู้สึก คนชั้นกลางไม่เคยออกมาโวยวายเลย
เสธ.ไก่อูจึงมีคนอยากซื้ออายครีมให้ โดยลืมไปว่าทุกครั้งที่เสธ.ไก่อูออกมาสิทธิบางประการของเราหายไป สิทธิในทรัพย์สินของคนบางคนหายไป สิทธิในการออกนอกเคหสถานของเราหายไป สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของเราหายไป ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากปากคำของเสธ.ไก่อูทั้งสิ้น แต่คนชั้นกลางที่น่ารักของเราก็ยังอยากจะซื้ออายครีมให้เสธ.ไก่อู เพราะเห็นแต่เสธ.ไก่อูที่เป็นทหารน่ารักรูปหล่อ แต่ไม่เห็นเสธ.ไก่อูที่เป็นโฆษก ศอฉ. ซึ่งมักจะมีประกาศอะไรต่าง ๆ ที่หลายครั้งก็ไม่ได้มีความละเอียดรอบคอบและกระทบต่อสิทธิของคนทั่วไปเยอะมาก ถ้าจะซื้ออายครีมก็ขอให้ซื้อลิปกลอสให้ด้วยก็แล้วกัน (หัวเราะ) GM: เพลงฮิตในช่วงหลังเหตุการณ์มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งบอกว่าอยากให้เมืองไทยกลับมาสงบสุขดังเดิม คำว่า "ดังเดิม นั้น มีนัยว่าไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งที่คนจำนวนมากในทุกฝ่ายพูดเรื่องการปฏิรูปสังคม ตกลงคนชั้นกลางได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไหม และจริง ๆ แล้ว คนชั้นกลางควรเรียนรู้อะไร
สิ่งที่คนชั้นกลางควรจะต้องเรียนรู้ก็คือว่า ตกลงคุณเรียนรู้อะไรบ้างหรือเปล่า ซึ่งคำตอบอาจเป็นว่า คุณไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยก็ได้ อย่างน้อยคุณก็ไม่เคยเรีนรู้เลยว่า พวกเขามาทำไมคนชั้นกลางอาจไม่เคยสนใจเลยว่า คนเสื้อแดงมาชุมนุมทำไม นอกจากมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า หนึ่ง, รับเงินทักษิณมาต้องการเอาทักษิณกลับประเทศ สอง, อยากสร้างรัฐไทยใหม่ แต่ไม่เคยสนใจข้อเรียกร้องอื่น ๆ ไม่เคยสนใจเรื่องความแตกต่างระหว่างรายได้ ช่องว่างระหว่างความร่ำรวยความยากจน สองมาตรฐาน
ผมไม่แน่ใจว่าคนชั้นกลางเรียนรู้หรือเปล่า เพราะว่าเขาไม่ได้เป็นส่วนที่เดือดร้อน คนชั้นกลางในกรุงเทพฯรู้สึกว่าถูกกระทำย่ำยี ถูกยึดพื้นที่ ถูกยึดห้างสรรพสินค้า ถูกเผายาง ควันพิษเกิด ถูกก่อกวนความไม่สงบ ถูกเรียกตรวจรถอย่างไม่มีสาเหตุ ตำรวจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีคนไปบุกโรงพยาบาล แต่ไอ้พวกที่ถูกยิงตายหัวกระจุยไม่ใช่พวกเรา ก็สมควรตายแล้ว เพราะว่าคุณไม่ใช่พวกเรา คุณสร้างความเดือดร้อนให้คนส่วนใหญ่ ตายเสียได้ก็ดี จะได้จบ ๆ กันไป นี่พูดแบบคนชั้นกลาง GM: ตกลงจากความร้าวลึกที่เกิดขึ้น จะไม่มีชนชั้นกลางได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้บ้างหรือ
แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยตั้งคำถามกลับไปว่า ตกลงคนชั้นกลางเป็นจำเลยในทุกเรื่องของสังคมไทยนี้ หรือว่ามันมีส่วนอื่น ๆ มีชนชั้นอื่นที่จำเป็นต้องเข้ามาช่วยแบกรับบ้าง ทีนี้การด่าคนชั้นล่างมันดูไม่ดีไง เพราะคุณไปด่าผู้เสียโอกาสทางสังคม หรือว่าคุณจะไปด่าคนชั้นสูงก็ใช่จะเป็นเรื่องวิจารณ์ได้ง่าย ๆ ในสังคมไทย ในที่สุด วิจารณ์คนชั้นกลางมันง่ายที่สุด เพราะเขาไม่ได้สนใจคุณ ด่าเท่าไหร่ก็ไม่ตอบโต้ เพราะไม่ว่าง เดินช้อปปิ้งอยู่ (หัวเราะ) ที่คุณเขียนเขาก็ไม่อ่านเพราะติดละครหลังข่าว ซึ่งมันกว่าเยอะ เพราะฉะนั้นอะไรที่อธิบายไม่ได้ก็ไปด่าคนชั้นกลางไว้ อันนี้ก็ถามนักวิชาการกลับไปด้วยว่าจริงหรือเปล่า GM: ที่จริงคนชั้นกลางในเมืองก็ไม่ได้เป็นอย่างจินตนาการเสมอไปเพราะยังมีคนชั้นกลางหรือคนเมืองที่หาเช้ากินค่ำอยู่ไม่น้อย
ถามว่าคนแบบนี้จะให้เขามามีอารมณ์ทางการเมือง หรือจะให้เขาสนใจการเมืองในอดีตที่ผ่านมาก็ยาก เพราะชีวิตก็ต้องต่อสู้ เรานึกว่าคนชั้นกลางมันสบายกันหมดแล้ว แต่การเป็นลูกจ้างในองค์กรขนาดใหญ่ หรือเป็นลูกจ้างอยู่ในกรุงเทพฯ ชีวิตไม่ได้สบายเลย เผลอ ๆ จะเหนื่อยกว่าคนในชนบทอีก ตื่นเช้าโหนรถเมล์มาทำงานตั้งแต่กี่โมง รถกรุงเทพ ฯ ก็ติดวินาศสันตะโร กว่าจะกลับบ้านอีก ความกดดันในองค์กร ยอดขายก็ต้องสูงขึ้นทุกปี ในที่สุดก็ต้องมาโบยตีคนเหล่านี้แหละ
แต่เราไม่ค่อยเห็นความทุกข์นี้ เรานึกว่าอยู่ในห้องแอร์แล้วมันสบายไง ความทุกข์ในใจมันประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ ผมเคยเจอเซลส์แมนคนอีสานที่เคยเดินเร่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคแล้วเหนื่อยมากทนไม่ไหว ในที่สุดก็ลาออกไปทำเกษตรอยู่บ้าน เขาบอกว่ารายได้น้อยแต่สบายกว่าเยอะ ชนชั้นกลงชั้นกลางไม่อยากเป็นแล้ว GM: พูดถึงชนชั้นกลางไปแล้ว มาคุยกันเรื่องชาวเสื้อแดงกันบ้าง มีคนบอกว่า ชาวเสื้อแดงไม่ได้มีกลุ่มเดียว สำหรับคุณแล้วมีกลุ่มไหนบ้าง
นอกจากนี้ก็อาจจะมีกลุ่มนำทางการเมืองที่อยากจะปฏิรูปสังคม พวกนี้น่าจะมีอยู่จริง แล้วก็คิดว่าน่าจะใช้พลังมวลชนที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นคราวนี้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น พวกนี้เป็นแกนนำทางความคิด อาจมีจิตใจดี แต่ก็ต้องไปอิงกับนักการเมืองอาชีพ ซึ่งอาจจะเป็นเครือข่ายของคุณทักษิณ พวกนี้มีประโยชน์ทางการเมือง ต้องการต่อสู้และเอาชนะทางการเมือง เพื่อตัวเองจะได้กลับมามีอำนาจรัฐ พวกนี้ก็มีอยู่จริงเหมือนกัน
ทุกกลุ่มในที่สุดก็ต้องเชื่อมโยงกับกลุ่มชาวบ้านที่มาชุมนุม ซึ่งเป็นผู้เสียโอกาสและรู้สึกว่าถูกย่ำยี เพราะฉะนั้นคุณพูดอะไรบนเวทีมันก็ถูกไปหมด เพราะว่าเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเรื่องสองมาตรฐาน เรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางด้านการกระจายรายได้ จริงหมดฟังกี่ทีก็จริง แล้วรัฐบาลก็ไม่เคยตอบคำถามเหล่านี้ได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องจริงของสังคมไทย ต่อให้กลับข้างเอาพวกเสื้อแดงมาเป็นรัฐบาล คุณก็ทำอย่างเดียวกัน ความจริงนี้ไม่ได้หายไปตราบใดที่คุณไม่ได้แก้ปัญหา พวกนี้ก็เป็นพวกที่มีอยู่จริง
แล้วก็ยังมีพวกนักวิชาการ นักวิชาการก็จะเป็นพวกที่เห็นปรากฏการณ์พวกนี้ทั้งหมด นักวิชาการที่มีใจเป็นธรรมจะรู้สึกว่าสังคมยุติธรรม มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางด้านรายได้ ด้านอำนาจ และการบังคับบัญชาใช้กฎหมาย พวกนี้ก็พยายามจะชี้ให้สังคมเห็นความมีอยู่จริงเหล่านี้ พอชี้ไปมาก ๆ ก็เลยกลายเป็นว่าถูกเหมารวมว่าเป็นเสื้อแดง แต่โดยมาตรฐานของนักวิชาการที่ดี คุณจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อคนด้อยโอกาสอยู่แล้ว ซึ่งผมก็ไม่เห็นว่านักวิชาการเหล่านี้ได้ประโยชน์อะไร
ในขณะที่นักวิชาการที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ต่างได้ดิบได้ดี เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจใหญ่ ๆ ไปก็หลายคน นักวิชาการเหล่านี้ชอบวิพากษ์วิจารณ์สังคมและคนอื่น แต่ก็ลืมไปที่จะย้อนกลับมามองบทบาทของตนเอง ว่าปัญหาสังคมที่มีปัญหาสองมาตรฐานบางส่วนก็มาจากการนำวิชาการและสถาบันการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือในการไต่เต้าส่วนตัวหรือเปล่า GM: ชาวเสื้อแดงมักบอกว่าก้าวข้ามคุณทักษิณไปหมดแล้ว และต้องการปฏิรูปสังคม จริงๆ คุณว่าชาวเสื้อแดงก้าวข้ามคุณทักษิณกันไปหมดแล้วจริงไหม
แต่ถามว่าก้าวพ้นทักษิณมั้ย ผมว่าไม่ได้ก้าวพ้นทักษิณ มีความพยายามในการก้าวพ้นทักษิณมั้ย น่าจะมี แต่ก้าวพ้นหรือยัง ผมคิดว่ายัง แล้วการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้จะยังจบไม่ได้ ถ้ายังไม่สามารถหาวิธีการใดวิธีการหนึ่งในการเจรจา หรือในการตกลงกับคุณทักษิณ ถ้าคนที่มีอำนาจสูงสุดในการต่อสู้กันยังไม่ได้มาคุยกัน มันก็ยากที่เกมนี้จะจบเพราะมันเป็นเกมแห่งอำนาจด้วย มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนอย่างเดียว การต่อสู้ทางการเมืองไม่เคยมีมิติเดียว เพราะฉะนั้นการคิดว่ามีมิติการต่อสู้ประชาชนอย่างเดียวก็ตื้นไป การอธิบายว่าเป็นการต่อสู้เพื่อคุณทักษิณอย่างเดียวก็ตื้นไป ต้องอธิบายให้เห็นภาพทุกด้าน ถึงจะเห็นปรากฏการณ์ทั้งหมด แล้วถึงรู้ว่าจะจบปัญหาอย่างไร แต่ตราบใดที่เรายังไม่ยอมรับความจริงมันก็ยากที่จะจบ GM: เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่ามีใครบางคนหรืออะไรบางอย่างที่ "ใช้ กันและกันอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็น "ไอ้โม่ง ก็ได้ จากการที่คุณได้สัมภาษณ์คนมามาก พอมองเห็นไหมว่าไอ้โม่งคือใคร
หลายครั้งที่การเจรจาจบไม่ได้เพราะไอ้โม่งไม่ยอม ไอ้โม่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมก็จบไม่ได้ เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าไอ้โม่งในสังคมไทยคืออะไร มันก็ยากที่จะทำให้ปัญหาหรือการเจรจาได้ข้อยุติ เพราะว่าในที่สุดการเล่นลิเกหน้าฉากก็เล่นไป แต่หลังฉากไอ้โม่งไม่ยอม GM: เราจะมีวันรู้ไหมว่าไอ้โม่งเป็นใคร
GM: ตอบได้ไอ้โม่งมาก
GM: บางคนบอกว่า กระบวนการแก้ปัญหาทั้งหมด อาจต้องการสิ่งที่เรียกว่า Truth & Reconciliation ตามแบบของเนลสัน แมนเดลา คุณคิดว่ากระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ไหม เราพูดถึงการปรองดองแต่มันคือสิ่งเดียวกันไหม
วันนี้เรายังไม่ได้ยินน้ำเสียงของการให้อภัย การไม่โกรธ การที่จะยอมรับความจริงในสังคมไทย ไม่ว่าจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ยินจากการอภิปราย (ไม่ไว้วางใจ) ในครั้งที่ผ่านมาจากทั้งสองฝ่าย เมื่อยังไม่มีน้ำเสียงที่แท้จริง ก็ยากที่จะเดินไปสู่การยอมรับความจริง เพราะคุณยังไม่ยอมรับความจริง เมื่อไม่ยอมรับความจริง คุณจะปรองดองได้ยังไง เหมือนผัวเมียทะเลาะกัน ต่างคนต่างก็โทษอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นคนผิด แต่จะให้กลับมาคืนดีกันได้มั้ยก็พออยู่ได้ แต่มันแกนๆ อารมณ์พวกนี้มันต้องผ่านไป แต่ผมไม่มีปัญญาจะเสนอว่าทำยังไงให้อารมณ์ความร้าวฉานนี้มันผ่านไป แล้วกลับมาคุยกันดีๆ
คุณไม่ต้องไปคิดทฤษฎีอะไรวิเศษวิโสหรอก ใช้สามัญสำนึกธรรมดา คนโกรธกัน วันหนึ่งถ้าเขารู้สึกดีต่อเรา เราจะรู้สึกดีต่อเขาเองทันที แต่คุณดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูสื่อทุกวันนี้คุณถามตัวเองง่ายๆ ก็ได้ว่า แต่ละฝ่ายบรรลุจุดนี้ต่อกันหรือยัง โดยความรู้สึกดีจริงๆ มันยังหรอก เรายังไม่เห็นบรรยากาศหรือความรู้สึกแบบนั้นเลย แล้วถามว่าจะเริ่มคุยกัน จะคุยกันยังไง ยังโกรธกันอยู่เลย GM: แปลว่าก่อนไปถึง Truth อาจต้องเอ่ย "ขอโทษ กันก่อน
แต่ถ้าขอโทษโดยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิด มันไม่มีประโยชน์ คำเหล่านี้ต้องเปล่งมาจากใจ ถึงจะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงความคิดคน แต่ถ้าเอ่ยมาจากปอด ออกมาจากปาก ออกมาขอโทษเฉยๆ เพื่อเป็นประเด็นทางการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ก็ไม่สามารถนำพาสังคมไปสู่จุดไหน เพราะลึก ๆ คุณไม่ได้เสียใจ เมื่อคุณไม่เสียใจ จะให้คุณกล่าวคำขอโทษ คุณก็ไม่รู้จะขอโทษไปทำไม เมื่อคุณไม่ขอโทษอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยกโทษให้คุณและก็ไม่ขอโทษคุณเหมือนกัน ก็อยู่ในภาวะเผชิญหน้า
ตอนนี้สังคมไทยเหมือนผัวเมียโกรธกัน คือมันจำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน เพราะมันยังอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ผัวเมียนี่โกรธกันมาก ๆ จนไม่อยากจะมองหน้ากัน แล้วต่างฝ่ายก็บอกว่ามึงเริ่มก่อน ที่ผ่านมานังเมียมันจะยอมแต่คราวนี้นังเมียมันไม่ยอม (หัวเราะ) แล้วคุณจะกดหัวมันไปได้อีกนานแค่ไหน GM: ถ้าอย่างนั้น ที่คนชั้นกลางออกมาเฉลิมฉลองว่าจบแล้ว กลับมาเหมือนเดิมแล้ว จริง ๆ แล้วยังไม่จบใช่ไหม แล้วบททดสอบที่รอเราอยู่ข้างหน้าในอนาคตอันใกล้นี้คืออะไร ถ้าเราไม่ได้รู้สึกเสียใจจริงๆ หรือไม่ได้อยากคืนดีกันจริง ๆ แปลว่าเรายังไม่ผ่านบททดสอบครั้งนี้ แล้วบททดสอบใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า เราจะผ่านไปได้อย่างไร
ฉะนั้นเรามั่นใจได้อย่างไรว่า การปะทุของความคับแค้นในรอบหน้ามันจะเบาบางลง ความซับซ้อนมากขึ้น คนบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น คนเสียชีวิตมากขึ้น ความสุ่มเสี่ยงและเดิมพันมันสูงขึ้นทางการเมือง เพราะฉะนั้นการออกมารอบหน้าถ้าจะมี เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เราจะเอาอะไรมามั่นใจว่ามันจะเบาลง หรือเราเอาอะไรมามั่นใจว่ามันจบ ผมไม่คิดว่ามันจะจบ GM: มีคนบอกว่า สันติวิธีตายไปแล้วสำหรับสังคมไทย
ในภาวะที่ยากลำบากขนาดนี้ ทุกฝ่ายท้อแท้ไม่ได้ นักสันติวิธีท้อแท้ไม่ได้ สื่อมวลชนท้อแท้ไม่ได้ นักวิชาการก็ท้อแท้ไม่ได้ แม้จะโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักด้วยกันทุกฝ่าย แต่เราก็ต้องพยายามผลิตปัญญาเพื่อช่วยชี้ทางออกให้กับสังคม
ในทางกลับกัน รัฐบาลเองก็ท้อแท้ไม่ได้ ต้องพยายามหาวิธีก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ไปให้ได้ รัฐบาลนี้ทำไม่ได้รัฐบาลหน้าก็ต้องทำ รัฐบาลต้องหมั่นพิจารณาตัวเอง ว่าความผิดพลาดอยู่ตรงไหน การโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาอะไรขึ้นมา สุดท้ายกลุ่ม นปช. ก็ท้อแท้ไม่ได้ ต้องกลับไปทบทวนว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดผิดพลาดตรงไหน ทำไมมันไม่ได้นำไปสู่ผลที่ตัวเองต้องการ ถึงที่สุดก็คือ สังคมไทยท้อแท้ไม่ได้ ต้องมานั่งขบคิดกันว่าเราทั้งสังคมทำอะไรผิดพลาดไป ถึงได้นำพาสังคมเดินมาถึงจุดนี้ จุดที่ไม่มีใครต้องการสักคน
ผมไม่เชื่อว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการให้สังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้ แต่ทำไมเรานำพาสังคมกระโดดลงไปในหุบเหว เราเดินไปถึงขอบผา ทำไมเราไม่หยุดแล้วหันหลังกลับ หรือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาลัดเลาะหน้าผาไป อะไรทำให้เราตัดสินใจกระโจนลงไปแล้วคิดว่ามันจะมีปาฏิหาริย์คือมีตำนานในหลายชาติหลายภาษาที่บอกว่าถ้ากระโดดหน้าผาแล้วรอดชีวิตกลับมาได้ พรที่ขอก็จะเป็นจริง เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ แต่ถึงวันนี้ เราน่าจะพบแล้วว่าปาฏิหาริย์นั้นเป็นเพียงตำนานปรัมปราที่ไม่อาจจะจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนได้ในปัจจุบัน GM: มีคนพูดคำว่า Failed State กันมาก บางคนบอกว่าถ้าแย่ธรรมดา เราอาจเป็นเหมือนฟิลิปปินส์ ถ้าเลวร้ายมากก็ถึงขั้นพม่า คุณคิดอย่างไร
GM: ยังไม่ถึงประชาชนกับประชาชนลุกขึ้นมารบรากันเอง?
แต่ถ้าเรายังใช้สื่อมวลชน ใช้การปลุกปั่น ใช้การให้ท้ายแต่ละกลุ่ม เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองกำจัดฝ่ายตรงข้าม ในที่สุดเมื่อวันหนึ่งที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมา แล้วเกลียดกันอย่างรุนแรงในสังคม วันนั้นมันก็ต้องฆ่ากัน แต่สังคมไทยยังเดินไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีอำนาจรัฐ คนที่กุมการนำในแต่ละสีจึงต้องพึงสังวรเรื่องนี้ไว้ให้มากๆ เพราะถ้าประชาชนฆ่ากันตายกลางเมือง แม้ว่าคุณอาจจะชนะ คุณอาจจะรอด แต่ไม่มีทางที่สังคมจะไปรอด GM: มีคนบอกเสมอๆ ว่า สังคมไทยต้องก้าวข้ามทักษิณ แต่นอกจากทักษิณแล้ว มีอะไรอย่างอื่นที่เราควรต้องก้าวข้ามด้วยไหม
GM: มีการต่อสู้อีกแบบหนึ่งที่เราเห็นบ่อย ๆ คือการต่อสู้แบบนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือ ภายใต้การอ้างเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คุณคิดอย่างไร
ผมอ่านหนังสือเล่มล่าสุดของคุณรุ่งมณิ เมฆโสภณ ชื่อ "ประชาธิปไตยเปื้อนเลือด กรณีที่น่าสนใจมากก็คือหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พลตรีจำลอง ศรีเมือง และ พลเอกสุจินดา คราประยูร เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวก็มีรับสั่งตามที่ได้รับทราบกันทั้งประเทศ ในที่สุดก็เลิกแล้วต่อกันไป คุณจำลองถูกปล่อยออกจากคุก แต่ตอนนั้นคุณสุจินดายังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคำให้สัมภาษณ์ของพลเอกสุจินดา พลเอกสุจินดาเล่าว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เดินไปบอกพลเอกสุจินดาว่า ท่านนายกฯ คนเขาพูดกันมากว่า การที่พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งเช่นนี้ แล้วท่านนายกฯ ยังอยู่ในตำแหน่งต่อ แสดงว่าพระเจ้าอยู่หัวเข้าข้างท่านนายกฯ พลเอกสุจินดาได้ฟังแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้น โดยให้เหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีมีได้หลายคนแต่พระเจ้าอยู่หัวมีได้พระองค์เดียว
การที่นายกรัฐมนตรียังอยู่ในตำแหน่งแล้วทำให้คนเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นกลางทางการเมืองนั้น เป็นการทำลายสถาบันกษัตริย์ นายกรัฐมนตรีทำได้อย่างเดียวคือต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ ผมคิดว่านี่เป็นคุณูปการของพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะทำให้สถาบันกษัตริย์สามารถดำรงความเป็นกลางทางการเมืองได้โดยไม่ถูกตั้งคำถาม GM: ช่วงที่ผ่านมา มีคนพูดคำว่าไพร่กันมาก คุณคิดอย่างไรกับการหยิบคำว่าไพร่ขึ้นมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
ในขณะที่ราชบัณฑิตหรือบางส่วนอาจจะยังมะงุมมะงาหรา มานั่งนิยามกันว่าไพร่คืออะไร แล้วไปลากนิยามสมัยอยุธยามาอธิบาย แต่คนที่ต่อสู้ทางการเมืองเขาไม่ได้สนนิยามของคุณหรอกเพราะนิยามคำว่าไพร่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่แล้ว เป็นนิยามที่แหลมคมมาก ไพร่วันนี้ไม่ใช่ไพร่อยุธยา ไม่ใช่ไพร่รัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นไพร่ราชประสงค์ คำคำเดียวสามารถจับหัวใจของการต่อสู้ครั้งนี้ได้ พอพูดเรื่องไพร่เสร็จก็เลยนำไปสู่สองมาตรฐาน มีไพร่กับอำมาตย์ก็นำไปสู่การโค่นล้มอำมาตย์ คือสามสี่คำนี้สามารถกำหนดนิยามการต่อสู้ได้แม่นยำมาก ถูกผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่แหลมคม GM: แต่มีคนจำนวนมากเห็นว่าคำว่า "ชนชั้น ไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยสมัยใหม่
ผมยังแปลกใจว่าทำไมพวกร้านขายเครื่องไฟฟ้าริมถนนแถว ๆ สะพานควาย ดาวคะนอง หรือตามชานเมืองสามารถอยู่ได้ ผมคิดว่าคนที่เดินเข้าไปซื้อวิทยุหม้อหุงข้าว กระทะไฟฟ้าในร้านพวกนี้ เขาไม่กล้าสะเออะเข้าไปเดินพารากอนหรอก ไม่ต้องพูดถึงเกษรพลาซา คือร้านพวกนี้ไม่ได้ขายถูกกว่าห้างใหญ่ๆ อาจจะแพงกว่าด้วย แต่ถามว่าคนที่ซื้อของตามร้านพวกนี้เขากล้าเข้าไปเดินพารากอนหรือ มันก็อธิบายได้บางส่วน บางทีเถียงกันไปในทางทฤษฎีก็เหนื่อยเปล่า คุณดูความเป็นจริงสิ คุณยอมรับมั้ยว่ามันมีความแตกต่างอย่างสูงในสังคม
ถ้าเรามีอภิสิทธิ์มากกว่าคนอื่น เราอาจจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง คุณยังกินข้าวบนโต๊ะของคุณ นั่งรถของคุณ ส่วนพวกเขาเป็นคนทำกับข้าวให้คุณ ขับรถให้คุณ ทำทุกอย่างให้คุณ โดยคุณให้ทุกอย่าง ให้เงินเดือนที่คุณควรจะได้รับอย่างเหมาะสม ให้สวัสดิการตามสมควร ให้ความเมตตา ให้ทุกอย่างยกเว้นสิทธิและความเท่าเทียม ความเสมอภาค มีบ้านไหนที่คนขับรถ ยาม คนสวน สามารถนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวเย็นร่วมกับเจ้าของบ้าน บางบ้านห้องน้ำยังไม่ยอมให้ใช้ร่วมกันเลย นี่คือความเป็นจริงของบ้านเรา ส่วนจะถึงขั้นเรียกว่ามีชนชั้นหรือเปล่า ก็ขอเชิญนักวิชาการไปว่ากันต่อ GM: จาก 14 ตุลาฯ 2516 จนถึง พฤษภาฯ 2535 และ 2553 ที่ผ่านคนออกมาเรียกร้องสิ่งเดียวกันทั้งหมด คือคำว่าประชาธิปไตยในหลายสิบปีที่ผ่านมา มันคือประชาธิปไตยเดียวกันไหม และจริง ๆ แล้วสำหรับคุณ ประชาธิปไตยคืออะไร
ผมคิดว่าในวันนั้นกับวันนี้ เราอาจไม่เคยได้กำหนดนิยามที่ชัดเจนว่าประชาธิปไตยคืออะไร เราจึงมีสร้อยต่อท้ายว่า แบบไทยๆ เพื่อให้ประชาธิปไตยเป็นอะไรก็ได้ที่ถูกใจเรา ที่ผ่านมาการเรียกร้องและการต่อสู้เพื่ออะไรบางอย่างที่ไม่ได้ชัดเจน ทำให้เราไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงมากนัก ประชาธิปไตยจึงเป็นคำที่เลื่อนลอยมาก ประชาธิปไตยของพันธมิตรอาจไม่ใช่ประชาธิปไตยเดียวกับ นปช. แม้ว่าเราจะบอกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงมีหนึ่งเดียว แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นักศึกษา 14 ตุลาฯ เรียกร้อง กับสิ่งที่พันธมิตร หรือ นปช. เรียกร้อง มันคือประชาธิปไตยเดียวกัน แต่พอพูดถึงประชาธิปไตย แหม! มันเป็นอะไรที่ดูดีไปหมด
ผมเองก็อยากได้นะ ประชาธิปไตยว่าแต่มันคืออะไรหรือ ประชาธิปไตยที่ว่าน่ะ GM: บางคนเรียกร้องว่า อย่างน้อยก็ให้เลือกตั้งกันก่อน ซึ่งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย
ผมว่าหัวใจสำคัญของสังคมไทยตอนนี้ มันอาจเป็นเรื่องความยุติธรรมก็ได้ คนเขาอาจรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในขณะนี้มันอยุติธรรม เมื่ออยุติธรรมมันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครทนรับความอยุติธรรมได้นาน การเรียกร้องให้ยุบสภากลับไปเลือกตั้งกันใหม่อาจไม่ได้เป็นการเรียกร้องเพื่อให้เลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นการเรียกร้องเพื่อให้เลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นการเรียกร้องเพื่อพิสูจน์ว่า เฮ้ย! ตกลงความยุติธรรมอยู่ที่ไหน คนกลุ่มหนึ่งบอกว่า ความยุติธรรมอยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ เอาการเลือกตั้งไปวัด การเลือกตั้งเป็นการให้เครื่องมือนำไปสู่ความยุติธรรม
แต่อีกฝ่ายก็รู้สึกว่า ต่อให้เลือกตั้งเลือกเสร็จแล้วฝ่ายคุณชนะ คุณก็ไม่ได้นำสังคมไปสู่ความยุติธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องยุติไม่ได้เกิดขึ้น เลือกตั้งไปก็ป่วยการเปล่า เพราะเขาก็รู้อยู่ว่าลึก ๆ คุณก็ไม่ได้ต้องการการเลือกตั้ง ไม่ได้ต้องการการยุบสภา แต่ต้องการอำนาจเพื่อจะมาจัดการสังคม แล้วก็จะนำไปสู่ความไม่ยุติธรรม เพียงแต่เขาก็ไม่เชื่อว่าเลือกตั้งชนะแล้ว คุณจะจัดการให้สังคมเกิดความยุติธรรมสำหรับเขาได้ เถียงกันอยู่แบบนี้ โดยยังไม่มีข้อยุติ GM: ที่คุณพูดมาแสดงให้เห็นความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ฝ่ายหนึ่งไม่ไว้วางใจว่าถ้าอีกฝ่ายได้อำนาจไปแล้ว จะสร้างความยุติธรรมได้ไหม แต่ขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็คิดว่าถ้าให้มีการเลือกตั้งก็ต้องผ่านการซื้อเสียง
GM: แต่เราก็ต้องเลือก ถ้าถึงเวลาที่เราต้องเลือกตั้ง เราควรเลือกแบบไหน
คือในความขัดแย้งทางการเมือง ถ้าการเลือกตั้งเป็นคำตอบที่ยุติ ผมก็อาจจะเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง ซ้ายหรือขวา แดงหรือเหลือง แต่คราวนี้ไม่สามารถเลือกใครได้ เพราะไม่มีใครสามารถให้คำตอบหรือข้อเสนอที่เราพอจะเลือกได้ พรรคทางเลือกที่สามก็ไม่ได้สามจริง เลือกตั้งคราวนี้ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่อาจรู้สึกว่าไม่มีใครให้เลือกเลย GM: ในฐานะคนทำสื่อ ทั้งหนังสือและโทรทัศน์ คุณคิดอย่างไรกับอำนาจของสื่อใหม่อย่าง facebook หรือ twitter ที่มีบทบาทมากขึ้นในช่วงความวุ่นวายที่ผ่านมา
ความน่ากลัวของสื่อใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือ มันยังไม่มีกระบวนการตรวจทานหรือการทบทวนตัวเอง ไม่รู้จะมีกระบวนการจัดการตัวเองยังไง มันไปเร็วมาก สามารถสร้างช่องทางแล้วก็ขยายเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว แม้ด้านหนึ่งมันจะช่วยคานอำนาจสื่อกระแสหลักได้ แต่ก็มีการใช้กันอย่างสะเปะสะปะ ไม่ระมัดระวังในที่สุดก็ออกทะเลกันไปเยอะ แล้วอะไรที่ออกทะเลก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะนอกจากคลื่นลมจะแรงแล้ว สัตว์ร้ายอย่างพวกฉลามก็พร้อมที่จะเขมือบคุณทันทีที่คุณพลาด แล้วในความเร็วขนาดนั้น ใครเลยจะไม่พลาด ตอนนี้ใครพลาดแม้กระทั่งในเฟซบุ๊ค อาจตายได้ทันทีที่มีการส่งต่อๆ กันไป เยาวชนทั้งหลายที่ขยันแสดงความคิดเห็นจึงพึงนึกถึงมาตรา 112 เอาไว้ให้มากๆ
สื่ออย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ที่เราเรียกขานกันอย่างเหยียดหยามว่าเป็นสื่อเก่า แต่อย่างน้อยในรอบหลายร้อยปีแห่งพัฒนาการของมัน ผมเชื่อว่ามันมีกระบวนการตรวจสอบ มีกระบวนการทบทวนตัวเอง ว่าทำอย่างไรถึงจะมีมาตรฐาน แต่กระบวนการของสื่อใหม่ยังไม่มี มันต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และเจ็บปวดพวกนี้อีกพอสมควรก่อนจะเข้าที่เข้าทาง ระหว่างนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวกันเอง GM: ว่ากันว่า มีการใช้สื่อใหม่เหล่านี้เป็นเครื่องมือในการ "ล่าแม่มด เหมือนในสมัยแม็คคาร์ธีส์ของอเมริกาที่มีการล่าคอมมิวนิสต์ คุณคิดอย่างไร
เวลาแม่มดตาย สมัยก่อนจะได้กลิ่นเนื้อสดๆ ไหม้ เพราะคุณเผาเขาจริงๆ เขาก็ตายไปต่อหน้าต่อตา อาจจะมีความสะเทือนใจให้คุณเห็นบ้าง แต่วันนี้คุณล่าแม่มดออนไลน์ เวลาเขาตายทางความรู้สึก เวลาไปทำลายหน้าที่การงานทั้งหลาย คุณไม่ได้กลิ่นเนื้อสดๆ ของเขา คุณไม่รู้หรอกว่าทุกๆ คลิปที่คุณส่งออกไป ทุกวาจาที่คุณเขียนออกไป ในการทำลายคนคนหนึ่ง มันมีกลิ่นเนื้อไหม้อยู่เหมือนครั้งหนึ่งในอดีตที่เราเผาคน แต่พอดีคุณไม่เห็น ไม่ได้กลิ่น คุณก็เลยไม่สะเทือนใจ จนวันหนึ่งมันอาจย้อนกลับมาที่คุณ คนใกล้ชิดคุณ เหมือนการตายของคนเสื้อแดง ตราบใดที่เขาไม่ใช่ญาติมิตรลูกหลาน คุณก็ไม่มีน้ำตาให้เขา แต่ถ้าคนเหล่านั้นเป็นพ่อแม่ลูกหลานคุณไม่ต้องเรียกร้อง น้ำตามันก็มาเอง GM: ทำไมคุณไม่มีเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์
GM: ก็แปลว่าตอนนี้ไม่ทำงานเขียนด้วย คุณยอมทิ้ง ยอมหยุดงานเขียนเพื่อทำงานนี้หรือ
GM: มีคนบอกว่า เวลาสถานการณ์แหลมคม เสียงของนักเขียนจะดังขึ้น เวลาบ้านเมืองราบเรียบ นักเขียนจะเสียงเบาลง แต่ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ดูเหมือนนักเขียนไม่ได้เสียงดังหรือมีพลังมากขึ้น คนที่มีพลังในการพูดมากกว่า ถ้าไม่เป็นนักวิชาการ ก็เป็นสื่อมวลชน นักเขียนกับกวีหายไปไหน
ทีนี้เมื่อไม่สามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นได้ พลังมันก็น้อย การที่จะผลิตงานที่แหลมคมมาสักเล่มหนึ่งแล้วอยู่ไปได้สิบปีเหมือนนักเขียนต่างประเทศมันทำไม่ได้ นักเขียนก็เลยต้องทำงานอีเหละเขละขละ สะเปะสะปะไปหมด แล้วส่วนหนึ่งสื่อมวลชนก็เป็นนักเขียนด้วย นักเขียนบางส่วนก็เป็นสื่อมวลชนด้วย นักเขียนก็ไปผลิตความคิดเห็นผ่านช่องทางนั้นก็พอสมควร
ในขณะที่นักวิชาการนั้น อย่างน้อยมีความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ มีเงินเดือน จากค่าสอน ค่าทำวิจัย มันง่ายที่จะใช้ตรงนั้นผลิตความแหลมคมทางความคิด บทบาทก็เลยเด่นขึ้นมามากกว่านักเขียน นักเขียนผมคิดว่าต้องใช้เวลาในการตกตะกอนค่อนข้างสูง ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ตก ยังแกว่งอยู่ (หัวเราะ) ก็หวังว่าในช่วงหลังจากนี้เราจะได้งานวรรณกรรมที่ดี ได้ความแหลมคมทางความคิดจากนักเขียนไทย ซึ่งตอนนี้เป็นเนื้อนาบุญที่ดีมากในการที่จะมีอะไรงอกมาจากแผ่นดินไทยตอนนี้ อย่างน้อยก็ในทางวรรณกรรม เราสู้กันไปแทบตายถ้าไม่มีวรรณกรรมดีๆ ออกมาเลยนี่น่าเสียดายมาก GM: Open จะมีโครงการอะไรใหม่ ๆ ไหม
วันนี้ผมคิดว่าสังคมบางส่วนยังไม่รู้เลยว่าคนเสื้อแดงมากรุงเทพฯทำไม เราจำเป็นต้องผลิตคำอธิบายเหล่านี้ออกมาว่า เขามาทำไม เราจำเป็นต้องผลิตความคิดของคนที่ร่วมชุมนุมอยู่ว่าเขาคิดอะไร มีความจำเป็นต้องไปเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดว่ารัฐบาลคิดอะไร ลึกๆ แล้วรัฐบาลคิดอะไร ซึ่งอาจไม่ได้เป็นหน้าที่ของสำนักพิมพ์เราอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน เกิดอะไรขึ้นหลังจากการสลายการชุมนุมไปแล้ว ระบบความคิดเปลี่ยนยังไง เราจำเป็นต้องผลิตสื่อพวกนี้ออกมาเพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ เราอาจจะผลิตคำตอบไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราผลิตคำถามได้ ว่าอะไรคือคำถามที่เราควรจะถามในช่วงเวลาต่อจากนี้ GM: อะไรคือคำถามนั้น
GM: คุณคิดว่านักวิชาการหรือนักคิดคนไหนที่เราควรฟัง หรือยังฟังและเชื่อถือได้อยู่บ้าง คนทั่วไปอาจไม่รู้หรือไม่ไว้ใจว่าคนไหนเป็นฝ่ายไหน มีวาระแอบแฝงอะไรบ้าง หรืออ่านได้ไม่ครบหมดทุกคน ถ้ามีความจำเป็นต้องเลือกอ่าน ในความเห็นของคุณ คุณแนะนำใครบ้าง
สำหรับผม มันยากที่จะฟังใครคนใดคนหนึ่ง การอยู่กับสังคมไทยทุกวันนี้ซึ่งสลับซับซ้อนมาก เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอยู่กับข้างใดข้างหนึ่ง แล้วจะเห็นความจริงทั้งหมด ยกเว้นว่าคุณมีความสุขกับความจริงข้างของคุณ แต่ขอโทษตบมือข้างเดียวนั้นไม่ดัง เราจึงมีนวัตกรรมมือตบและตีนตบ เพื่อที่เราจะได้ตบมันข้างเดียว GM: ทุกวันนี้คุณยังมีความสุขกับการดื่มชาอยู่ไหม
GM: การจิบชามีปรัชญาของมันหลายอย่าง คุณนำอะไรมาปรับใช้กับเรื่องความเป็นความตายที่เกิดขึ้นได้บ้างไหม หมายถึงกับข้างในของเรา
แล้วในบางแง่มุม เวลาเจอกันเวลามีแขก ผมก็รู้สึกว่าได้ทำอะไรให้แขกบ้าง ซึ่งก็คือต้มน้ำร้อน ชงชา รินชาให้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร สูงต่ำดำขาวมาจากไหน ผมก็รินชาให้เหมือนกัน คุณจะเป็นนักศึกษาฝึกงาน บรรณาธิการ ดารา หรือว่านักการเมือง ถ้านั่งอยู่ตรงนี้ผมก็เทน้ำชาให้เหมือนกัน ถ้วยเดียวกัน. |
|||||||||
ขอเชิญชม ศาลา และสัมผัสกับของจริงๆ ได้ที่ โชว์รูมของเรา กรุณาโทรศัพท์เข้ามาก่อน เพื่อทำการนัดหมายก่อนนะคะ ที่ 02-412-4225, 418-3917 หรือ 418-3860 |
|||||||||
![]() |
|||||||||
| Our
Products | Highlights | FAQs
| Contact Us | Tips
For Your Sala | About Us
|
|||||||||