Highlight Sala-Tanum
Highlight About Us Sala-Tamun About Us
About Us

highlight
Our Products
Highlights
FAQs
Contact
Tips
About Us


บทสัมภาษณ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา "ตอบโจทย์" สังคมไทยหลังวิกฤติ (6/8)

activity at Bangkok Noi

GM: เราจะมีวันรู้ไหมว่าไอ้โม่งเป็นใคร
ภิญโญ : เราไม่มีวันรู้ชัด ๆ หรอก (ยิ้ม) เพราะไอ้โม่งก็รู้ว่าวิธีการที่จะมีอำนาจที่แท้จริงในทุกสังคม ก็คือต้องรักษาสถานภาพความเป็นไอ้โม่งของตัวเองไว้ ตราบใดที่ยังเป็นไอ้โม่ง ไอ้โม่งก็ยังมีอำนาจอยู่ เพราะฉะนั้นไอ้โม่งจะไม่เคยเปิดเผยตัว จะไม่ยอมเปิดเผยตัวให้เรารู้ เราอาจจะพอรู้เลาๆ ว่าไอ้โม่งเป็นใคร แต่จะจับให้มั่นคั้นให้ตายนั้นไม่ได้ เพราะไอ้โม่งต้องคงความเป็นไอ้โม่งไว้ตลอดกาล (หัวเราะ)

GM: ตอบได้ไอ้โม่งมาก
ภิญโญ : (หัวเราะ)

GM: บางคนบอกว่า กระบวนการแก้ปัญหาทั้งหมด อาจต้องการสิ่งที่เรียกว่า Truth & Reconciliation ตามแบบของเนลสัน แมนเดลา คุณคิดว่ากระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ไหม เราพูดถึงการปรองดองแต่มันคือสิ่งเดียวกันไหม
ภิญโญ : ผมดูจากอารมณ์ ดูจากภาษาที่ใช้ ดูจากมิติที่ลึกไปกว่าคำพูดที่บอกว่าปรองดอง มันยังไม่เห็นการให้อภัย ยังไม่เห็นการยอมรับความแตกต่างในระดับลึก มันเห็นการยอมรับความแตกต่างในระดับวาจา ในระดับการสื่อสารปกติว่า เรายอมรับความแตกต่าง แต่เหมือนเวลาคนเราโกรธกัน เราคุยกับคนที่โกรธเรา เราฟังแค่น้ำเสียงก็รู้แล้วว่าเขายังโกรธอยู่หรือเปล่า

วันนี้เรายังไม่ได้ยินน้ำเสียงของการให้อภัย การไม่โกรธ การที่จะยอมรับความจริงในสังคมไทย ไม่ว่าจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ยินจากการอภิปราย (ไม่ไว้วางใจ) ในครั้งที่ผ่านมาจากทั้งสองฝ่าย เมื่อยังไม่มีน้ำเสียงที่แท้จริง ก็ยากที่จะเดินไปสู่การยอมรับความจริง เพราะคุณยังไม่ยอมรับความจริง เมื่อไม่ยอมรับความจริง คุณจะปรองดองได้ยังไง เหมือนผัวเมียทะเลาะกัน ต่างคนต่างก็โทษอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นคนผิด แต่จะให้กลับมาคืนดีกันได้มั้ยก็พออยู่ได้ แต่มันแกนๆ อารมณ์พวกนี้มันต้องผ่านไป แต่ผมไม่มีปัญญาจะเสนอว่าทำยังไงให้อารมณ์ความร้าวฉานนี้มันผ่านไป แล้วกลับมาคุยกันดีๆ

คุณไม่ต้องไปคิดทฤษฎีอะไรวิเศษวิโสหรอก ใช้สามัญสำนึกธรรมดา คนโกรธกัน วันหนึ่งถ้าเขารู้สึกดีต่อเรา เราจะรู้สึกดีต่อเขาเองทันที แต่คุณดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูสื่อทุกวันนี้คุณถามตัวเองง่ายๆ ก็ได้ว่า แต่ละฝ่ายบรรลุจุดนี้ต่อกันหรือยัง โดยความรู้สึกดีจริงๆ มันยังหรอก เรายังไม่เห็นบรรยากาศหรือความรู้สึกแบบนั้นเลย แล้วถามว่าจะเริ่มคุยกัน จะคุยกันยังไง ยังโกรธกันอยู่เลย

GM: แปลว่าก่อนไปถึง Truth อาจต้องเอ่ย "ขอโทษŽ กันก่อน
ภิญโญ : ก็ต่างฝ่ายต่างไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดไง คุณอภิสิทธิ์อาจจะเอ่ยปากขอโทษก็ได้ แต่ก็อาจเป็นการขอโทษทางการเมือง ถ้าคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้รู้สึกว่าการตัดสินใจของตัวเองในการเข้าไปสลายการชุมนุมนั้นผิด คนเสื้อแดงอาจจะเอ่ยปากขอโทษประชาชนก็ได้ที่นำพามาสู่จุดที่สุ่มเสี่ยงและเสียชิวิตขนาดนี้

แต่ถ้าขอโทษโดยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิด มันไม่มีประโยชน์ คำเหล่านี้ต้องเปล่งมาจากใจ ถึงจะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงความคิดคน แต่ถ้าเอ่ยมาจากปอด ออกมาจากปาก ออกมาขอโทษเฉยๆ เพื่อเป็นประเด็นทางการเมือง หรือใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ก็ไม่สามารถนำพาสังคมไปสู่จุดไหน เพราะลึก ๆ คุณไม่ได้เสียใจ เมื่อคุณไม่เสียใจ จะให้คุณกล่าวคำขอโทษ คุณก็ไม่รู้จะขอโทษไปทำไม เมื่อคุณไม่ขอโทษอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยกโทษให้คุณและก็ไม่ขอโทษคุณเหมือนกัน ก็อยู่ในภาวะเผชิญหน้า

ตอนนี้สังคมไทยเหมือนผัวเมียโกรธกัน คือมันจำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน เพราะมันยังอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ผัวเมียนี่โกรธกันมาก ๆ จนไม่อยากจะมองหน้ากัน แล้วต่างฝ่ายก็บอกว่ามึงเริ่มก่อน ที่ผ่านมานังเมียมันจะยอมแต่คราวนี้นังเมียมันไม่ยอม (หัวเราะ) แล้วคุณจะกดหัวมันไปได้อีกนานแค่ไหน

GM: ถ้าอย่างนั้น ที่คนชั้นกลางออกมาเฉลิมฉลองว่าจบแล้ว กลับมาเหมือนเดิมแล้ว จริง ๆ แล้วยังไม่จบใช่ไหม แล้วบททดสอบที่รอเราอยู่ข้างหน้าในอนาคตอันใกล้นี้คืออะไร ถ้าเราไม่ได้รู้สึกเสียใจจริงๆ หรือไม่ได้อยากคืนดีกันจริง ๆ แปลว่าเรายังไม่ผ่านบททดสอบครั้งนี้ แล้วบททดสอบใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า เราจะผ่านไปได้อย่างไร
ภิญโญ : ผมว่าตอนนี้เราบ่มเพาะความคับแค้นในสังคมไทยให้กับคนกลุ่มหนึ่งไว้สูงมาก โดยไม่ได้เปิดที่ทางให้เขาได้ระบายความคับแค้นนั้นเลย ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะต้องไปเยียวยาบำบัดและแก้ไขความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเขานะ แค่จะเปิดช่องให้เขาระบายความคับแค้นก็ไม่มี เขาไม่รู้จะสื่อกับสังคมออกมาอย่างไร ตราบใดที่เรายังไปกดความคับแค้นนี้ไว้ สักวันหนึ่งมันก็จะปะทุออกมา เมษายนปีที่แล้ว เรานึกว่าจัดการกับคนเสื้อแดงสำเร็จเรียบร้อยดีแล้ว ไม่น่ามีการผงกหัวเงยหน้าขึ้นมาต่อสู้ทางการเมืองได้อีก แต่เกิดอะไรขึ้นกับเมษาฯปี '53 สถานการณ์มันเลวร้ายลง ความรุนแรงเพิ่มหนักขึ้น

ฉะนั้นเรามั่นใจได้อย่างไรว่า การปะทุของความคับแค้นในรอบหน้ามันจะเบาบางลง ความซับซ้อนมากขึ้น คนบาดเจ็บล้มตายมากขึ้น คนเสียชีวิตมากขึ้น ความสุ่มเสี่ยงและเดิมพันมันสูงขึ้นทางการเมือง เพราะฉะนั้นการออกมารอบหน้าถ้าจะมี เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เราจะเอาอะไรมามั่นใจว่ามันจะเบาลง หรือเราเอาอะไรมามั่นใจว่ามันจบ ผมไม่คิดว่ามันจะจบ

GM: มีคนบอกว่า สันติวิธีตายไปแล้วสำหรับสังคมไทย
ภิญโญ : ผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้น สันติวิธีอาจจะไม่ได้ผลทั้งหมด แต่อย่างน้อยสันติวิธีก็ช่วยรักษาชีวิตคนไว้ได้ในหลายกรณี อย่างน้อยก็เรียกร้องให้วัดปทุมวนารามเป็นเขตอภัยทาน ถึงจะมีผู้เสียชีวิตหกศพ แต่ต้องไม่ลืมว่าเรายังสามารถรักษาชีวิตคนเป็นจำนวนนับพันได้ ถ้าไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้เลย ผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนจำนวนมากขนาดนั้น อันนี้ต้องให้เครดิตนักสันติวิธี แล้วการที่สื่อช่วยขานรับสันติวิธี มันก็เป็นแรงกดดันของทั้งสองฝ่าย เพราะฉะนั้น นักสันติวิธีท้อแท้ไม่ได้ นักสันติวิธีต้องยอมถูกด่า แล้วต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ผมเชื่อว่ามีคนอีกไม่น้อยที่ให้กำลังใจและเข้าใจนักสันติวิธี

ในภาวะที่ยากลำบากขนาดนี้ ทุกฝ่ายท้อแท้ไม่ได้ นักสันติวิธีท้อแท้ไม่ได้ สื่อมวลชนท้อแท้ไม่ได้ นักวิชาการก็ท้อแท้ไม่ได้ แม้จะโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักด้วยกันทุกฝ่าย แต่เราก็ต้องพยายามผลิตปัญญาเพื่อช่วยชี้ทางออกให้กับสังคม

ในทางกลับกัน รัฐบาลเองก็ท้อแท้ไม่ได้ ต้องพยายามหาวิธีก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ไปให้ได้ รัฐบาลนี้ทำไม่ได้รัฐบาลหน้าก็ต้องทำ รัฐบาลต้องหมั่นพิจารณาตัวเอง ว่าความผิดพลาดอยู่ตรงไหน การโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาอะไรขึ้นมา สุดท้ายกลุ่ม นปช. ก็ท้อแท้ไม่ได้ ต้องกลับไปทบทวนว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดผิดพลาดตรงไหน ทำไมมันไม่ได้นำไปสู่ผลที่ตัวเองต้องการ ถึงที่สุดก็คือ สังคมไทยท้อแท้ไม่ได้ ต้องมานั่งขบคิดกันว่าเราทั้งสังคมทำอะไรผิดพลาดไป ถึงได้นำพาสังคมเดินมาถึงจุดนี้ จุดที่ไม่มีใครต้องการสักคน

ผมไม่เชื่อว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการให้สังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้ แต่ทำไมเรานำพาสังคมกระโดดลงไปในหุบเหว เราเดินไปถึงขอบผา ทำไมเราไม่หยุดแล้วหันหลังกลับ หรือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาลัดเลาะหน้าผาไป อะไรทำให้เราตัดสินใจกระโจนลงไปแล้วคิดว่ามันจะมีปาฏิหาริย์คือมีตำนานในหลายชาติหลายภาษาที่บอกว่าถ้ากระโดดหน้าผาแล้วรอดชีวิตกลับมาได้ พรที่ขอก็จะเป็นจริง เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ แต่ถึงวันนี้ เราน่าจะพบแล้วว่าปาฏิหาริย์นั้นเป็นเพียงตำนานปรัมปราที่ไม่อาจจะจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนได้ในปัจจุบัน

GM: มีคนพูดคำว่า Failed State กันมาก บางคนบอกว่าถ้าแย่ธรรมดา เราอาจเป็นเหมือนฟิลิปปินส์ ถ้าเลวร้ายมากก็ถึงขั้นพม่า คุณคิดอย่างไร
ภิญโญ : ผมคิดว่านี่เป็นวาทกรรมในการต่อสู้ทางการเมืองแล้วก็พยายามที่จะทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล พูดอย่างเห็นใจ แต่ถ้าคุณไปประเทศที่เป็น Failed State จริง ๆ ถามว่าวันนี้สังคมไทยเดินไปถึงจุดนั้นมั้ย มันยังไม่ถึงจุดนั้นนะ ยังไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น อาจมีการจลาจลขึ้นมา มีความไม่สงบ มีการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน แต่ถามว่าชีวิตของคุณในสังคมไทยมันแย่ขนาดนั้นมั้ย ต่อให้เรามี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ต่อให้เรามี ศอฉ. ถามว่าชีวิตเราเปลี่ยนไปเยอะมั้ย เรายังเดินช้อปปิ้งได้ตามปกติ ยังทำรายการโทรทัศน์อย่างมีเสรีพอสมควร ยังนั่งบ่นกันอยู่อย่างนี้ได้ เรายังไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่นี่อาจจะเป็นคำขู่ที่เตือนสติเราว่า ภาวะที่น่ากลัวกว่านี้ยังมีอยู่ มันยังไม่ได้เกิดกับเรา แล้วถ้าเราได้ตระหนักและฉุกคิดกันหน่อย เราอาจจะไม่ต้องเดินไปถึงจุดนั้น ผมยังคิดว่าสังคมไทยน่าจะมีสติมากกว่าอีกหลายๆ สังคมที่นำพาตัวเองไปถึงจุดนั้น โดยประสบการณ์และปัญญาที่สั่งสมมาในอดีต เราเอาตัวรอดจากวิกฤติได้ตลอด ผมก็ยังอยากจะมีความเชื่อมั่นว่า สังคมไทยในครั้งนี้น่าจะเอาตัวรอดจากวิกฤติทางปัญญาครั้งนี้ไปได้

GM: ยังไม่ถึงประชาชนกับประชาชนลุกขึ้นมารบรากันเอง?
ภิญโญ : ผมคิดว่าตอนนี้ทุกคนต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ประชาชนเสื้อแดงที่โกรธแค้น อาจจะไม่ได้โกรธแค้นคนเสื้อหลากสีหรือเสื้อเหลือง แต่ประชาชนโกรธแค้นรัฐบาล แล้วก็เป็นเฉพาะรัฐบาลนี้เท่านั้น พอเปลี่ยนรัฐบาลประชาชนอาจไม่ได้โกรธแค้นรัฐบาลหน้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมาเป็นรัฐบาลด้วย ถ้าเราไม่เพิ่มเชื้อไฟเข้าไปในความขัดแย้งนี้ ไม่พยายามไปให้ท้ายคนแต่ละกลุ่ม ไม่พยายามใช้สื่อสารมวลชนปลุกให้คนแต่ละกลุ่มลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเอง สังคมน่าจะพอพูดคุยกันได้

แต่ถ้าเรายังใช้สื่อมวลชน ใช้การปลุกปั่น ใช้การให้ท้ายแต่ละกลุ่ม เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองกำจัดฝ่ายตรงข้าม ในที่สุดเมื่อวันหนึ่งที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมา แล้วเกลียดกันอย่างรุนแรงในสังคม วันนั้นมันก็ต้องฆ่ากัน แต่สังคมไทยยังเดินไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีอำนาจรัฐ คนที่กุมการนำในแต่ละสีจึงต้องพึงสังวรเรื่องนี้ไว้ให้มากๆ เพราะถ้าประชาชนฆ่ากันตายกลางเมือง แม้ว่าคุณอาจจะชนะ คุณอาจจะรอด แต่ไม่มีทางที่สังคมจะไปรอด

GM: มีคนบอกเสมอๆ ว่า สังคมไทยต้องก้าวข้ามทักษิณ แต่นอกจากทักษิณแล้ว มีอะไรอย่างอื่นที่เราควรต้องก้าวข้ามด้วยไหม
ภิญโญ : คำถามนี้ตอบยาก นอกจากคุณทักษิณแล้ว สังคมไทยอาจจะต้องก้าวข้ามอีกหลายคนหรืออีกหลายเรื่อง แต่ถ้าก้าวแล้วไม่ข้าม สังคมไทยก็ควรที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่และจัดการกับอดีตทั้งหลายที่เราก้าวไม่พ้น ซึ่งการจัดการกับอดีต จำเป็นที่เราต้องเริ่มพูดความจริง ยอมรับความจริงก่อน ก่อนที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่คุณทักษิณมีตัวตนอยู่จริง คนสนับสนุนคุณทักษิณก็มีอยู่จริง คนไม่เอาคุณทักษิณก็มีอยู่จริง สังคมไทยจะจัดการความจริงข้อนี้อย่างไร น่าจะเป็นโจทย์สำคัญ เมื่อเราก้าวข้ามไม่ได้ เราก็ต้องพยายามอยู่ แล้วหาวิธีจัดการความขัดแย้งนี้

GM: มีการต่อสู้อีกแบบหนึ่งที่เราเห็นบ่อย ๆ คือการต่อสู้แบบนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือ ภายใต้การอ้างเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คุณคิดอย่างไร
ภิญโญ : ผมว่าพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งชัดเจนมาในพระบรมราโชวาทวันที่ 4 ธันวาคม 2548 หลังจากมีกรณีคุณสนธิ ลิ้มทองกุลเกิดขึ้นมา ที่รับสั่งถึงกรณี The King can do no wrong. พระเจ้าอยู่หัวก็รับสั่งว่า The King can do wrong. พระเจ้าอยู่หัวทำผิดได้ แล้วรับสั่งชัดเจนมากว่าใครที่เอาเรื่องนี้มาเล่น ทำให้พระเจ้าอยู่หัวเดือดร้อน ต้องไม่เล่นเรื่องนี้อีก ถ้าพระเจ้าแผ่นดินที่คุณอ้างนักอ้างหนาว่าจงรักภักดีกันทั้งประเทศ มีรับสั่งเป็นพระบรมราโชวาทอย่างเป็นทางการต่อหน้าพสกนิกรทั้งประเทศ เป็นนโยบายอย่างชัดเจนคุณยังไม่ทำตามกันเลย ผมเห็นว่าคนที่ใช้เรื่องพวกนี้เป็นเครื่องมือ เป็นพวกที่ใจดำมาก อย่างน้อยก็ใจดำกับพระมหากษัตริย์ ที่ใช้พระองค์ท่านเป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม

ผมอ่านหนังสือเล่มล่าสุดของคุณรุ่งมณิ เมฆโสภณ ชื่อ "ประชาธิปไตยเปื้อนเลือดŽ กรณีที่น่าสนใจมากก็คือหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พลตรีจำลอง ศรีเมือง และ พลเอกสุจินดา คราประยูร เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวก็มีรับสั่งตามที่ได้รับทราบกันทั้งประเทศ ในที่สุดก็เลิกแล้วต่อกันไป คุณจำลองถูกปล่อยออกจากคุก แต่ตอนนั้นคุณสุจินดายังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคำให้สัมภาษณ์ของพลเอกสุจินดา พลเอกสุจินดาเล่าว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เดินไปบอกพลเอกสุจินดาว่า ท่านนายกฯ คนเขาพูดกันมากว่า การที่พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งเช่นนี้ แล้วท่านนายกฯ ยังอยู่ในตำแหน่งต่อ แสดงว่าพระเจ้าอยู่หัวเข้าข้างท่านนายกฯ พลเอกสุจินดาได้ฟังแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้น โดยให้เหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีมีได้หลายคนแต่พระเจ้าอยู่หัวมีได้พระองค์เดียว

การที่นายกรัฐมนตรียังอยู่ในตำแหน่งแล้วทำให้คนเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นกลางทางการเมืองนั้น เป็นการทำลายสถาบันกษัตริย์ นายกรัฐมนตรีทำได้อย่างเดียวคือต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ ผมคิดว่านี่เป็นคุณูปการของพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะทำให้สถาบันกษัตริย์สามารถดำรงความเป็นกลางทางการเมืองได้โดยไม่ถูกตั้งคำถาม

GM: ช่วงที่ผ่านมา มีคนพูดคำว่าไพร่กันมาก คุณคิดอย่างไรกับการหยิบคำว่าไพร่ขึ้นมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง
ภิญโญ : ผมคิดว่ามันเป็นความแหลมคมของคนที่กำหนดนิยามนี้ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองคือการต่อสู้ช่วงชิงทางความคิด ผมคิดว่าเสื้อแดงคงงงอยู่นานว่าจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ คนที่เป็นต้นคิดคำว่าไพร่แล้วนำมาใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองเป็นคนที่แหลมคมมาก เพราะเป็นการอธิบายที่เห็นได้ชัดเจน

ในขณะที่ราชบัณฑิตหรือบางส่วนอาจจะยังมะงุมมะงาหรา มานั่งนิยามกันว่าไพร่คืออะไร แล้วไปลากนิยามสมัยอยุธยามาอธิบาย แต่คนที่ต่อสู้ทางการเมืองเขาไม่ได้สนนิยามของคุณหรอกเพราะนิยามคำว่าไพร่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่แล้ว เป็นนิยามที่แหลมคมมาก ไพร่วันนี้ไม่ใช่ไพร่อยุธยา ไม่ใช่ไพร่รัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นไพร่ราชประสงค์ คำคำเดียวสามารถจับหัวใจของการต่อสู้ครั้งนี้ได้ พอพูดเรื่องไพร่เสร็จก็เลยนำไปสู่สองมาตรฐาน มีไพร่กับอำมาตย์ก็นำไปสู่การโค่นล้มอำมาตย์ คือสามสี่คำนี้สามารถกำหนดนิยามการต่อสู้ได้แม่นยำมาก ถูกผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่แหลมคม


01 | 02 | 03 | 04 | 05 | 06 | 07 | 08


อ่านทั้งหมดในหน้าเดียว


pinyo

ขอเชิญชม ศาลา และสัมผัสกับของจริงๆ ได้ที่ โชว์รูมของเรา กรุณาโทรศัพท์เข้ามาก่อน เพื่อทำการนัดหมายก่อนนะคะ ที่ 02-412-4225, 418-3917 หรือ 418-3860



Our Products | Highlights | FAQs | Contact Us | Tips For Your Sala | About Us

HOME



Sala-Tanum